|
สร้างฝันรากหญ้า รองรับกระแสบ้านดินฟีเวอร์ ในยุคที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่กำลังพุ่งแรง แต่สำหรับในชนบทแล้ว อาจกล่าวได้ว่ากระแส "บ้านดิน" กำลังพุ่งแรง แซงบ้านหรูหลากสไตล์จากโครงการพันล้านเลยทีเดียว ชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ปัจจุบันกลับสนใจงานด้านพัฒนาชุมชน จึงจับเอาจุดที่คนส่วนใหญ่ในสังคมกำลังเห่อทำบ้านดิน มาใช้เป็นช่องทางการถ่ายทอดแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และแนวคิดเรื่องคนและธรรมชาติสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข และหวังจะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านจากอาชีพรับเหมาก่อสร้างบ้านดินนี้ เราจะพาไปรู้จักกับเขา "จตุรงค์ บุญจอม" ผู้ประสานงาน แห่ง "กลุ่มสล่าเอื้องจัน" บ้านป่าสักหลวง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เราเดินทางไปพบคุณจตุรงค์ หรือ "เอก" ณ ริมหนองมโนราห์ แห่งบ้านป่าสักหลวง อันเป็นที่ตั้งของศูนย์ธรรมชาติศึกษา ที่นี่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบ้านดิน ได้พบเห็นคนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ และชาวต่างชาติหลายสิบชีวิตต่างสาละวนกับการทำงานของตนเอง บ้างก็กำลังย่ำเท้าลงไปบนโคลนผสมกับแกลบอย่างสนุกสนาน บ้างก็เขย้อแขย่งปีนตอกไม้ไผ่บนโครงหลังคาของบ้านดิน บ้างบรรจงฉาบโคลนลงบนผนังอย่างละเมียดละไม บ้างกำลังสร้างสรรค์ลวยลายไม้ดอกลงบนผนังบ้าน ฯลฯ พวกเขาเดินทางมาจากทั่วประเทศไทยและจากทั่วโลก และมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร สถาปนิก ครูอาจารย์ เจ้าของรีสอร์ต นักศึกษา ฯลฯ แม้พวกเขาจะมีที่มาต่างกัน แต่ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเรียนรู้กระบวนการสร้างบ้านดิน จาก "โจน จันได" หรือ "โจ บ้านดิน" ผู้เชี่ยวชาญการสร้างบ้านดินของประเทศไทย ซึ่งได้เดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดินมาแล้ว เมินเงินหมื่น หวังพบความสุขที่ยั่งยืน คุณเอกเล่าถึงแรงจูงใจในการเข้ามามีส่วนร่วมงานด้านพัฒนาชุมชน ในนามของกลุ่มสล่าเอื้องจันว่า "ผมเรียนจบมาทางคอมพิวเตอร์ ตอนเรียนจบใหม่ ๆ ก็คิดว่าอยากจะได้เงินเยอะ ๆ จะได้ทำโน่นทำนี่ได้ ก็ดิ้นรนแสวงหาเพื่อให้ได้ตรงนั้นมา ผมทำงานอยู่โรงงานแห่งหนึ่งได้เงินเยอะมาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความสุข ก็มานั่งคิดว่า ทำอย่างไร ตัวเองถึงจะมีความสุขมากขึ้น ถ้านั่งนิ่ง ๆ คงจะมีความสุข แต่มันก็ไม่ใช่ปกติของคน สุดท้ายได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์หมอประเวศ ท่านบอกว่า เวลาเราใส่บาตรตอนเช้า หรือเวลาที่เราได้ให้อะไรใคร จิตใจของเราจะอิ่มเอิบ มีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมา สิ่งนี้จะทำให้เรามีความสุขที่ยั่งยืน ผมก็เลยออกจากงาน มาทำงานด้านนี้ และพยายามลดปัจจัยการพึ่งพาต่าง ๆ ลง ให้ใช้เงินน้อยที่สุด แต่สามารถดำรงอยู่ได้" กลุ่มสล่าเอื้องจัน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งเขาและเพื่อนอีก 2 คน ร่วมกันก่อตั้งมาได้ราว 1 ปี งานส่วนใหญ่จะเน้นหนักในด้านศิลปวัฒนธรรมและการทำงานด้านเด็กเยาวชน ที่ผ่านมาทางกลุ่มสล่าเอื้องจันได้รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับสะล้อ ซอ ซึง พิณเปี๊ยะ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา เพื่อถอดรหัสบางอย่างในอดีต สู่ความเข้าใจในปัจจุบัน เพื่อให้รู้เท่าทันอนาคตได้ และ "โครงการธรรมชาติเพื่อการพัฒนา" ซึ่งเป็นโครงการเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืชไทย รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากพืชเหล่านี้ ทั้งประโยชน์ในด้านการเป็นอาหาร ยารักษาโรค และการใช้ผลิตสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้คนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของพืชพันธุ์เหล่านั้น "กลุ่มเรามีเป้าหมายในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง อยากให้ชาวบ้านล่วงรู้ถึงปัญหา และสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเขาเอง โดยยึดมั่นรักศักดิ์ศรี รักวัฒนธรรมของตัวเอง ที่นี่เราตั้งใจจะทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ ชื่อศูนย์ธรรมชาติศึกษา ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ สำหรับบ้านดินนั้นเราจะสร้างเพื่อให้เป็นที่พักของอาสาสมัครจากทั่วโลกที่แวะเวียนเข้ามาช่วยเหลืองานที่นี่ "ตอนนี้โครงการเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืชไทย สามารถรวบรวมพันธุ์ไม้ได้ 100 กว่าชนิด พอจบเวิร์กช็อปครั้งนี้ เราจะเริ่มนำพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มาเพาะพันธุ์ และเราได้ประสานกับทางชุมชนเพื่อขอใช้พื้นที่ว่างในชุมชน ประมาณ 34 ไร่ เพื่อปลูกพันธุ์ไม้พื้นบ้านทุกชนิด โดยเราจะรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสูตรอาหาร หรือยารักษาโรคที่ได้จากพืชพื้นบ้านนั้น ๆ เพื่อที่จะให้ชาวบ้านเห็นว่าพืชผักพื้นบ้านของเขาสามารถจะทำอะไรได้เยอะแยะ ไม่ต้องวิ่งไปหาซื้อผักที่ตลาด" ปัจจุบัน คุณจตุรงค์ทุ่มเทให้กับการทำงานด้านนี้อย่างเต็มที่ แม้จะยังไม่ได้รับทุนสนับสนุนการทำงานจากหน่วยงานใด แต่เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการให้บริการเช่าโปรแกรมทำเว็บไซต์ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เขาอยู่อย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติ ในสังคมแห่งความเอื้ออาทรของชาวบ้านในชุมชนบ้านป่าสักหลวง บ้านดิน ฝันที่เป็นจริงของรากหญ้า ดิน-ถูกนำมาใช้สร้างบ้านเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อน ด้วยความที่มีดินอยู่ทุกหนแห่ง จึงทำให้คนทุกทวีปทั่วโลกใช้ดินสร้างบ้านมาทุกยุคทุกสมัย ทุกวันนี้ประชากรโลกราวหนึ่งในสามยังอยู่ในบ้านที่สร้างด้วยดิน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อิหร่าน แอฟริกา และอเมริกาเหนือ ซึ่งมีบ้านดินสูง 5 ชั้น ซึ่งชาวอินเดียนแดง เผ่า Pueblo สร้างและอาศัยมานานกว่า 900 ปีแล้ว และกระแสบ้านดินเริ่มกลับมาเป็นความหวังของคนระดับรากหญ้าอีกครั้งเมื่อราวสิบกว่าปีที่แล้วนี้เอง บ้านดิน คือบ้านธรรมชาติ ที่สร้างจากดิน แกลบ ฟาง น้ำ และน้ำใจจากผู้คนมากมาย ที่ร่วมลงแรงแข็งขัน หรือลงแขกช่วยกันสร้าง บ้านดินให้ความเย็นสบายในหน้าร้อน ทว่ากลับให้ความรู้สึกที่อบอุ่นในหน้าหนาว มีความแข็งแรงทนทาน และมีเอกลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่นแตกต่างกันไปตามแต่จะสร้างสรรค์ และที่สำคัญบ้านดินคืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากจะมีบ้านสักหลัง เพราะสามารถสร้างได้ด้วยตนเอง และใช้ต้นทุนในการสร้างเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับการสร้างบ้านปูน "ในส่วนของบ้านดินคือส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าเราสร้างบ้านปกติหนึ่งหลัง จะต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บเงินครึ่งค่อนชีวิต แต่ถ้าเราสร้างบ้านดินหนึ่งหลัง อย่างหลังที่เพิ่งสร้างไป เราหมดงบประมาณไปแค่ 7,000 บาท จากการคำนวณรวมทั้งค่าอุปกรณ์และค่าแรงจะตกอยู่ประมาณ 30,000 บาท ถ้าเป็นบ้านปูนคงจะหมดไปหลายแสนบาท ก็จะช่วยให้เราประหยัดได้มาก เมื่อคนเราประหยัดได้ การดิ้นรนแสวงหาก็จะมีน้อยลง ชุมชนจะมีความเอื้ออารี ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกันมากขึ้น นี่คือส่วนหนึ่งที่เราต้องการ" "เอก" เปรียบเทียบราคาของบ้านดินกับบ้านปูน-คอนกรีตให้ฟัง จนนึกอยากเป็นเจ้าของบ้านดินสักหลังขึ้นมาตงิด ๆ 10 ขั้นตอน สร้างบ้านดินอย่างง่าย ๆ เมื่อได้รับรู้ถึงประโยชน์ประหยัดและสิ่งที่ดี ๆ ของบ้านดินมาพอควรแล้ว ทีนี้เราลองมารู้จักกับวิธีสร้างบ้านดินกันเลยดีกว่า 1. เริ่มตั้งแต่การทดสอบดินที่จะใช้ทำอิฐ ดินต้องไม่เหนียวหรือมีทรายผสมมากเกินไป วิธีทดสอบคือเอาน้ำมาผสมดินพอหมาด ๆ ปั้นให้ได้ขนาดเท่านิ้วชี้ จับปลายข้างหนึ่งห้อยลง ถ้าดินไม่ขาดจากกันแสดงว่าใช้ได้ 2. ผสมดิน น้ำ และแกลบหรือฟาง (แกลบ หรือฟาง จะช่วยป้องกันดินจากการชะของน้ำฝนได้) ให้เข้ากันโดยใช้แรงคนเหยียบจนได้ดินซึ่งเหนียวได้ที่ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าถ้าย่ำเท้าลงไปแล้วยกเท้าขึ้น จะเกิดเป็นรูปรอยเท้าบนดินนั้น 3. นำมาอัดลงในบล็อกไม้ ขนาด 10x16x4 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้มากที่สุดทั่วโลก จากนั้นตากอิฐให้แห้ง อีกราว 1-2 อาทิตย์ บ้านดิน ขนาด 2-3 ห้อง ใช้อิฐไม่เกิน 1,500 ก้อน 4. สำรวจพื้นที่ก่อสร้างบ้านดินว่าแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ ถ้าพื้นดินมีโอกาสทรุดตัว ควรปรับทำคานคอดินให้แข็งแรงทนทาน และไม่ควรสร้างบ้านดินใกล้ชิดกับแหล่งน้ำ 5. ทำวงกบประตูและหน้าต่างให้เสร็จก่อนก่ออิฐ เพราะเมื่อก่ออิฐมาถึงระดับที่จะทำหน้าต่าง จะได้นำวงกบมาใส่ได้ทันที ขั้นตอนนี้อาจจะใช้ตะปู ขนาด 4 นิ้ว ตอกยึดกับเนื้อดิน (บ้านดินบางหลังอาจจะทำช่องระบายอากาศ โดยใช้ขวดรูปทรงและสีสันต่าง ๆ มาเรียงและเว้นช่องว่างไว้ เพื่อเพิ่มความสวยงามยามที่ถูกแสงแดดกระทบ) 6. นำก้อนอิฐมาเรียงก่อเป็นผนังบ้าน โดยใช้ดินที่ผสมจนเหนียวได้ที่แบบเดียวกับดินทำอิฐ เป็นตัวเชื่อมระหว่างอิฐแต่ละก้อนแทนปูนซีเมนต์ 7. พอถึงวงกบหน้าต่าง ก็นำอิฐวางทับไปบนวงกบและก่อไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับผนังที่ต้องการ และระหว่างรอยต่อเชื่อมของมุมต่าง ๆ ที่ต้องการความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ จะใช้ฟางข้าวชุบโคลนก่อนจะนำมาอุดเชื่อมในจุดนั้น ๆ ได้ 8. ฉาบผนังให้เรียบด้วยมือ หรือจะใช้เกรียงช่วยก็ได้ การฉาบเหมือนเป็นการเคลือบป้องกันความชื้นและน้ำฝน และป้องกันมิให้แมลงมาทำรังได้ ขั้นตอนนี้อาจใช้วัสดุธรรมชาติมาประดับตกแต่ง หรือปั้นดินเป็นลวดลายต่าง ๆ ประดับให้สวยงามได้ตามใจชอบ 9. เมื่อได้ผนังสูงตามที่ต้องการแล้ว เอาไม้พาดรอบขอบบ้านแล้วตอกตะปูยึด จึงขึ้นโครงหลังคาด้วยไม้ไผ่หรือไม้ชนิดอื่นเท่าที่หาได้ มุงหลังคาด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีน้ำหนักเบา เช่น หญ้าคา หรือใบจาก เป็นต้น 10. หากทำเป็นบ้าน 2 ชั้น ต้องสร้างโครงผนังบ้านชั้นบนด้วยไม้ไผ่ จากนั้นจะใช้ฟางชุบโคลนแล้วเอามาแปะลงบนไม้ไผ่ เพื่อลดน้ำหนักของผนังชั้นบน และเพื่อป้องกันมอดที่จะมากัดกินไม้ด้วย หากวางแผนการสร้างบ้านดินอย่างดี อาศัยเพียงแรงงาน 6 คน ก็สามารถสร้างได้เสร็จภายใน 1 เดือน และบ้านดินที่สร้างในรูปแบบของวงกลมจะมีความแข็งแรงกว่าบ้านสี่เหลี่ยมปกติ เพราะความโค้งของผนังจะช่วยให้เกิดความแข็งแรงมากกว่า สำหรับการทำห้องน้ำในบ้านดินนั้นมีหลายเทคนิค แต่ส่วนใหญ่จะใช้การปูกระเบื้องทับลงบนโคลนที่เปียก จากนั้นจึงยาแนวกระเบื้องด้วยปูน เมื่อแห้งดีแล้วจะกันน้ำซึมได้อย่างดีทีเดียว เพียงแค่นี้ก็จะได้เป็นเจ้าของบ้านดินสักหลัง แถมยังได้ภาคภูมิใจว่าเป็นบ้านที่สร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองจริง ๆ ฝันสร้างอาชีพ รองรับกระแสบ้านดินฟีเวอร์ ในยุคที่ผู้คนร่ำร้องที่จะได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ บ้านดินไม่เพียงแต่เป็นฝันที่เป็นจริงของผู้คนระดับรากหญ้าที่ต้องการจะมีบ้านสักหลังเท่านั้น แต่บ้านดินได้กลายเป็นกระแสบ้านดินฟีเวอร์สำหรับเศรษฐีหรือผู้มีอันจะกินไปแล้ว เขาพร้อมจะจ่ายเงินสักก้อนเล็ก ๆ เพื่อครอบครองบ้านดินที่ให้ความรู้สึกติดดินสักหลังไว้ประดับบารมีเคียงคู่คฤหาสน์ร้อยล้าน และในแวดวงท่องเที่ยวเอง รีสอร์ตบ้านดินกำลังกลายเป็นจุดขายที่โดดเด่น และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวที่นิยมธรรมชาติด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง คุณจตุรงค์จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสร้างบ้านดินขึ้น เผยแพร่ความรู้เรื่องเทคนิค วิธีการสร้าง และการบำรุงรักษาบ้านดิน ให้แก่ผู้สนใจทั่วไปและชาวชุมชนบ้านป่าสักหลวง โดยเขาหวังว่าเมื่อชาวบ้านมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้การรับเหมาก่อสร้างบ้านดิน จะกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านได้ "ผมอยากจะให้ชาวบ้านเห็นว่าบ้านดินมีความแข็งแรง แต่ตัวผมมีประสบการณ์ในการสร้างบ้านดินแค่ 2-3 ปี จึงได้เชิญเพื่อน ๆ ที่ได้ทำบ้านดินตลอดเวลา เช่น พี่โจน จันได หรือว่ากลุ่มมั่นยืน มาช่วยอธิบายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของบ้านดินให้ชาวบ้านได้รับรู้ แล้วตอนนี้ก็มีชาวบ้านให้ความสนใจมากขึ้น ก็มีแนวโน้มออกมาราง ๆ ว่า เราจะสามารถสร้างทีมก่อสร้างบ้านดินในนามของกลุ่มสล่าเอื้องจันได้ จะได้มีการเผยแพร่ความรู้ไปสู่ชุมชนในวงกว้างได้ และเป็นการอัพเกรดกลุ่มช่างก่อสร้างหรือช่างไม้ที่มีฝีมือในระดับปานกลาง ให้พัฒนามีระดับที่สูงขึ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีรายได้ที่มากขึ้นด้วย" อีกไม่ช้าเราคงจะได้เห็นทีมงานสร้างบ้านดินกลุ่มสล่าเอื้องจัน ตระเวนเดินทางไปสร้างฝันให้กับผู้ที่อยากจะมีบ้านดินสักหลัง และพร้อมจะหยิบยื่นปัจจัยเพื่อสนับสนุนการทำงานของชาวบ้าน เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถพึ่งพาตนเองและอยู่รอดได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน โดยมิต้องรอคอยโครงการเอื้ออาทรใด ๆ จากภาครัฐ "ในส่วนตัวผม คิดว่าถ้าชุมชนสามารถสร้างกลไกที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวเอง ผมก็จะถอย ๆ ออก ให้ชาวบ้านจัดการกันเอง แล้วผมก็คงจะหาเรื่องไปลงพื้นที่อื่นต่อ" คุณจตุรงค์ บุญจอม กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม ที่มาของบทความ: http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0519010747&srcday=2004/07/01&search=no |